UNSEEN JAPAN
ดราม่า

เมื่อบริษัทรถยนต์มือสองยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นถูกจับได้ว่าทำร้ายรถลูกค้าตัวเอง — เรื่องอื้อฉาว Big Motor ที่สั่นคลอนความเชื่อใจคนญี่ปุ่น

← กลับ11 สิงหาคม 2569

หมายเหตุสำคัญ: เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2023 และอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย ข้อเท็จจริงบางส่วนมาจากการสอบสวนและรายงานของบริษัทเอง รวมถึงรายงานของสำนักงานกำกับดูแลประกันภัย เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว

ตอบสั้นๆ ก่อน: ใช่ บริษัทซื้อขายรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นสั่งให้พนักงานทำลายรถลูกค้าตัวเองเพื่อเรียกค่าประกันที่สูงขึ้น — และมันเป็นความจริงที่พิสูจน์แล้วจากการสอบสวนของรัฐ นี่คือเรื่องราวทั้งหมดของสแกนดัลที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องหันมาตั้งคำถามกับวัฒนธรรมองค์กรของตัวเอง

จากร้านรถมือสองสู่บริษัทยักษ์

Big Motor (บิ๊กมอเตอร์) คือบริษัทซื้อขายรถยนต์มือสองรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น มีสาขากว่า 300 แห่งทั่วประเทศและพนักงานนับหมื่นคน โฆษณาของบริษัทติดตา คำสโลแกน "ขายรถได้ราคาดีสุด" เป็นที่รู้จักกันดีในญี่ปุ่น [1]

แต่ในปี 2023 บริษัทนี้กลายเป็นชื่อที่คนญี่ปุ่นพูดถึงด้วยเหตุผลที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

สิ่งที่เกิดขึ้น: ทำลายรถเพื่อเรียกค่าประกัน

จากผลการสอบสวนที่เปิดเผยในปี 2023 พบว่าพนักงาน Big Motor ในหลายสาขาจงใจทำให้รถของลูกค้าที่นำมาซ่อมเกิดความเสียหายเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มมูลค่าค่าซ่อมที่จะเรียกเก็บจากบริษัทประกันภัย [1][2]

วิธีที่พนักงานใช้นั้นละเอียดและจงใจอย่างน่าตกใจ ได้แก่ การใช้ ลูกกอล์ฟกลิ้งทับตัวถัง เพื่อสร้างรอยบุบที่ดูเหมือนเกิดจากอุบัติเหตุ ใช้ ไขควงขีดข่วนสีรถ ในจุดที่ไม่เด่นชัด หรือ ฉีดสเปรย์เคลือบด้านล่างรถ บริเวณที่ไม่ได้รับความเสียหายจริง เพื่อเรียกเก็บค่าซ่อมเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเรียกเก็บค่าชิ้นส่วนที่ไม่ได้ใช้งานจริง และระบุชั่วโมงแรงงานที่เกินจริงในใบเรียกเก็บค่าซ่อม

บริษัทประกันภัย Sompo Japan ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของ Big Motor ได้รับเรื่องร้องเรียนภายในแต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ — ซึ่งต่อมาทำให้บริษัทประกันต้องเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน [2]

ตัวเลขความเสียหาย

การสอบสวนของ FSA พบการเรียกเก็บค่าซ่อมที่น่าสงสัยมากกว่า 33,000 รายการ ในสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ มูลค่าการฉ้อโกงประกันที่ยืนยันได้อยู่ที่ประมาณ 2,200 ล้านเยน (ราว 550 ล้านบาท) โดยตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก เพราะหลายกรณีพิสูจน์ได้ยากในทางกฎหมาย [2][3]

ประธานบริษัท Hiroyuki Kaneshige พร้อมด้วย Kouichi Kaneshige บุตรชายที่ดำรงตำแหน่งรองประธาน ลาออกจากตำแหน่งพร้อมกันในเดือนกรกฎาคม 2023 ฝั่ง Sompo Japan ก็ไม่รอด — CEO Kengo Sakurada ถูกกดดันจนต้องลาออกในเดือนมกราคม 2024 หลังจากที่ FSA สั่งระงับการรับประกันภัยรถยนต์บางส่วนเป็นการชั่วคราว ถือเป็นการลงโทษบริษัทประกันภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี [2]

วัฒนธรรม "โควต้า" ที่อยู่เบื้องหลัง

สิ่งที่ทำให้สังคมญี่ปุ่นตกใจไม่ใช่แค่การกระทำ แต่คือระบบที่อยู่เบื้องหลัง

จากรายงานพบว่า Big Motor มีระบบโควต้ารายได้ที่กดดันพนักงานอย่างรุนแรง ผู้จัดการสาขาที่ไม่สามารถทำโควต้าได้จะถูกลดเงินเดือน ย้ายตำแหน่ง หรือกดดันจนลาออก ซึ่งสร้างแรงจูงใจในการโกงเพื่อรักษาตัวเลข [1]

นี่คือรูปแบบที่นักสังเกตการณ์ด้านแรงงานญี่ปุ่นเรียกว่า "ความดีงามของกลุ่ม" ที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด — เมื่อวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดผลลัพธ์สร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้การโกงกลายเป็น "บรรทัดฐาน"

ปริศนา "ต้นไม้ตาย" ที่เปิดโปงบริษัท

หนึ่งในเรื่องที่แปลกที่สุดในสแกนดัลนี้คือ ต้นไม้และพืชพรรณรอบๆ สาขา Big Motor ทั่วประเทศตายเป็นแถว ไม่ว่าจะสาขาไหนก็เหมือนกัน

ที่มาของเรื่องนี้คือ Hiroyuki Kaneshige มีนิสัยตรวจสาขาด้วยตัวเองและจะลงโทษสาขาที่มีวัชพืชขึ้นในที่จอดรถ เพื่อรักษาตัวเลขและหลีกเลี่ยงบทลงโทษ พนักงานบางสาขาจึงเลือกใช้ สารกำจัดวัชพืชเข้มข้นราดบริเวณที่จอดรถ — ผลคือไม่เพียงแต่วัชพืชตาย แต่ต้นไม้ข้างทาง รั้วสีเขียว และพืชโดยรอบก็พลอยตายไปด้วย เมื่อดูจากภาพถ่ายดาวเทียมจะเห็นว่าพื้นที่รอบสาขา Big Motor หลายแห่งกลายเป็น "เขตสีน้ำตาล" อย่างผิดปกติ [1][4]

เรื่องนี้กลายเป็น viral บน X และกลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมองค์กรที่ "ทำลายทุกอย่างรอบข้างเพื่อรักษาตัวเลข" — ทั้งต้นไม้และจริยธรรม

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม

หลังคดี Big Motor อุตสาหกรรมซ่อมรถและประกันภัยญี่ปุ่นต้องเผชิญการตรวจสอบจากภาครัฐอย่างเข้มข้น สำนักงาน FSA สั่งให้บริษัทประกันภัยทบทวนความสัมพันธ์กับอู่ซ่อมรถพันธมิตร และออกกฎระเบียบใหม่เพื่อป้องกันการฉ้อโกงในลักษณะเดียวกัน [3]

Sompo Japan ถูก FSA สั่งระงับการรับประกันรถยนต์ใหม่บางส่วนเป็นเวลา 1 เดือน (ธันวาคม 2023) — บทลงโทษที่ FSA ไม่ค่อยใช้กับบริษัทประกันรายใหญ่ บริษัทต้องใช้เวลาหลายเดือนในการตรวจสอบและปรับปรุงระบบควบคุมภายในก่อนที่ FSA จะยกเลิกคำสั่งได้อย่างสมบูรณ์ [3]

Big Motor กลายเป็นอะไรในปี 2024

ในเดือนมกราคม 2024 บริษัท Idemitsu Kosan กลุ่มพลังงานรายใหญ่ของญี่ปุ่น เข้าซื้อกิจการ Big Motor และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น "BIG ONE" พร้อมเปลี่ยนโลโก้ ป้ายสาขา และนโยบายบริหารทั้งหมด ถือเป็นความพยายาม "รีแบรนด์" เพื่อลบภาพจำเชิงลบของ Big Motor ออกจากความทรงจำสาธารณะ [4]

อย่างไรก็ตาม หลายสาขาที่เปลี่ยนป้ายแล้วก็ยังคงเผชิญกับลูกค้าที่ไม่ไว้วางใจ เนื่องจากพนักงานบางส่วนยังเป็นชุดเดิม — สะท้อนว่าการเปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อใจได้ทันที

ทำไมคดีนี้ยังถูกพูดถึงในปี 2026

Big Motor กลายเป็นคำที่ชาวญี่ปุ่นใช้อ้างถึงทุกครั้งที่มีสัญญาณของ "บริษัทแบบ Black Kigyo (Black Company)" ที่ดูดีจากภายนอกแต่เน่าเฟะจากข้างใน

สำหรับคนไทยที่กำลังพิจารณาซื้อรถมือสองในญี่ปุ่น หรือนำเข้ารถจากญี่ปุ่น: ประวัติการซ่อมบำรุงของรถมือสองจากญี่ปุ่นควรตรวจสอบจากบริษัทหลายแห่ง ไม่ใช่แค่แหล่งเดียว

ในฐานะคนที่เติบโตมากับภาพลักษณ์ "บริษัทญี่ปุ่นมีคุณภาพและซื่อสัตย์" เรื่องของ Big Motor ทำให้รู้สึกไม่ต่างจากการค้นพบว่าวัฒนธรรม "ทำงานหนักเพื่อบริษัท" สามารถบิดเบือนได้จนถึงขั้นนี้ มันสะท้อนให้เห็นว่าระบบโควต้าที่กดดันเกินไปทำลายจริยธรรมได้เร็วกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทชาติไหน

ข้อมูล ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2026

แชร์บทความนี้

FacebookLINE