UNSEEN JAPAN
วัฒนธรรม

คุณทำไมมาถึงไทย | ตากายะ ซาโต้: ล้มมา 7 ร้าน ยืนได้ 7 ปี — เจ้าของ Thonglor Yokocho กับบทเรียนที่ราคาแพงที่สุดในชีวิต

← กลับ11 ตุลาคม 2569

เลข 7 ปรากฏขึ้นสองครั้งในประวัติของ ตากายะ ซาโต้

ครั้งแรก: จำนวนร้านอาหารที่เขาเปิดแล้วปิด ครั้งที่สอง: จำนวนปีที่ร้านปัจจุบันของเขายังคงยืนหยัดอยู่ได้ [1]

"ตอนนี้กำลังจะครบ 7 ปีพอดี ก่อนหน้านั้นร้านที่ยาวสุดอยู่ได้แค่ 2 ปี 11 เดือน" เขาพูดพลางยิ้ม

ชายชาวฮอกไกโดวัย 44 ปีผู้นี้เดินทางมาไทยในปี 2008 ตอนอายุ 26 ปี และยังอยู่ที่นี่จนถึงปัจจุบัน — 18 ปีแล้ว นับเป็นปีที่ 19 ช่วงเวลาเกือบสองทศวรรษที่เต็มไปด้วยความสำเร็จ ความล้มเหลว การถูกไล่ออก และสูตรแกงกะหรี่ที่พัฒนาไม่หยุด

[youtube](https://youtu.be/9MqMlgdS4p0)

จุดเริ่มต้นที่ไม่คาดคิด

ก่อนจะมาถึงไทย ซาโต้ทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารไทยในโตเกียว ช่วงนั้นเขาชอบไทยถึงขนาดใส่ชุดพื้นเมืองไทยเป็นชุดประจำวัน ผมยาว — ภาพที่ดูแปลกตาสำหรับหนุ่มญี่ปุ่นในโตเกียวยุคนั้น

ความบังเอิญก็เปลี่ยนชีวิตเขา วันหนึ่งลูกค้าคนหนึ่งที่มาทานอาหารที่ร้านคือเจ้าของร้านราเมน Bankara — แบรนด์ที่มีสาขากว่า 30-40 แห่งในญี่ปุ่น และกำลังมองหาคนไปเปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ

"เขาเห็นผมแล้วถามตรงๆ ว่า ชอบไทยขนาดนี้ ทำอาหารได้ด้วย ไปไหมล่ะ" ซาโต้เล่า "ผมตอบว่า ได้เลยครับ"

ปี 2008 ซาโต้บินมาเป็นหนึ่งในทีมเปิดตัว Bankara Ramen สาขาซอยสุขุมวิท 39 — สาขาแรกในประเทศไทย เขาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีม พร้อมกับผู้บริหารจากญี่ปุ่นอีก 3 คน รวมเป็นคนญี่ปุ่น 4 คนที่บุกเบิกด้วยกัน

ฮอกไกโด → กองทัพ → แบกเป้ → ไทย

แต่ก่อนจะถึงช่วง Bankara ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยการเดินทางและการค้นหาตัวเอง

ซาโต้เติบโตในฮอกไกโด จังหวัดทางตอนเหนือของญี่ปุ่นที่มีหิมะตกยาวนานกว่าครึ่งปี ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเมษายน ฤดูร้อนมีแค่สองอาทิตย์ "ผมเกลียดความหนาวมาตลอด อยากออกไปข้างนอก" เขาบอก

หลังเรียนจบมัธยมในโรงเรียนที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ต่อมหาวิทยาลัย พ่อแม่แนะนำให้สมัครกองทัพบกซึ่งมีฐานทัพอยู่ใกล้บ้านหลายแห่ง เขาสมัครโดยไม่ได้ตั้งใจมาก แต่ผ่านการคัดเลือก

อยู่ในกองทัพ 2 ปีครึ่ง หลายคนบอกเขาว่าเหมาะมาก ร่างกายแข็งแกร่ง ทำงานได้ดี ตัวซาโต้เองก็ยอมรับในภายหลังว่า "ถ้ามองย้อนกลับไป มันคืองานที่เหมาะกับผมมากจริงๆ" แต่ความอยากออกไปดูโลกมันแรงกว่า

วันถัดจากวันที่ยื่นใบลาออก เขาขึ้นรถไฟไปยากุชิมะทันที ระหว่างท่องเที่ยวมีคนบอกว่าน่าจะชอบโอกินาวา เขาก็ไปอยู่ครึ่งปี เที่ยวเกาะต่างๆ ทั้งอิชิกากิ มิยาโกะ และยาเอะยามะ แล้วมีคนแนะนำไทย

ตอนนั้นเขาอายุ 21 ปี แทบไม่รู้จักประเทศนี้เลย แต่กลับไปฮอกไกโด ทำพาสปอร์ต และบินมาทันที โดยใช้เงินที่เก็บไว้จากสมัยอยู่กองทัพ

เขาวางแผนจะถือวีซ่าท่องเที่ยว 30 วันให้เต็มทุกวัน เริ่มต้นที่เขาสาน นอนดอร์มิทอรี่คืนละ 60 บาทที่โรงแรมเล็กๆ ชื่อ AT ซึ่งในตอนนั้นยังมีอยู่ เขาอ่านโน้ตของนักท่องเที่ยวรุ่นพี่และคู่มือท่องเที่ยวญี่ปุ่นชื่อดัง "Chikyu no Arukikata" ก่อนเลือกเส้นทาง

เส้นทาง 30 วัน: เขาสาน → เชียงใหม่ → แม่สาย → สามเหลี่ยมทองคำ → กลับกรุงเทพฯ → กาญจนบุรี → ภูเก็ต

ระหว่างทางเจอเรื่องหนักใจหลายอย่าง บนรถบัสไปภูเก็ตโดนขโมยเงินหมดกระเป๋า ตอนนั้นไม่มีแม้แต่เงินค่ารถ ไม่รู้จะแลกเงินที่ไหน แต่มีชาวไทยที่พบเจอช่วยเหลือจนผ่านมาได้

"มันแสบมาก แต่ก็สนุกมาก" เขาหัวเราะ "เจอเรื่องพวกนี้แล้วยิ่งติดใจ กลับไปญี่ปุ่นก็คิดแต่ว่า พอมีเงินจะกลับมาอีก"

หลังจากนั้นเขากลับมาไทยซ้ำอีกหลายครั้งก่อนจะตัดสินใจย้ายมาอยู่ถาวรในปี 2008

ยุคทอง Bankara — และวันที่พนักงาน 11 คนหายไปพร้อมกัน

ปี 2008 ทองหล่อมีร้านราเมนอยู่ไม่กี่แห่ง Bankara เข้ามาด้วยการประกาศตัวว่าเป็น "ร้านราเมนที่ขายดีที่สุดในอิเคบุคุโระ" ลงโฆษณาหน้าหนึ่งในหนังสือและฟรีเปเปอร์สำหรับคนญี่ปุ่นในไทย

การตอบรับดีเกินคาด แถวลูกค้ายาวทุกวัน วันเสาร์เพียงวันเดียวขายได้กว่า 700 ชาม ร้านทำทุกอย่างเต็มที่ — ครัวเปิดให้ลูกค้าเห็นกระบวนการ ต้มซุปโชว์ ร้องรับออร์เดอร์ดังๆ ด้วยความเชื่อว่า "ร้านราเมนญี่ปุ่นแท้ๆ มาถึงแล้ว" และนั่นก็คือจุดขายที่ได้ผลจริง

"มันดังมากจริงๆ 3 ปีตลอดที่ผมอยู่ แถวไม่เคยหาย" ซาโต้เล่า

แต่ช่วงปีที่สามของเขาที่ Bankara มีเหตุการณ์หนึ่งที่เขาจำไม่เคยลืม

สิ้นเดือนกันยายน จ่ายเงินเดือนครบ วันที่ 1 ตุลาคม ซาโต้ไปทำงานและพบว่าพนักงานผู้หญิง 11 จาก 13 คนไม่มาทำงาน — หายไปพร้อมกันทั้งหมด รวมถึงผู้จัดการที่เป็นคนไทยและพูดภาษาญี่ปุ่นได้ด้วย

"ผมนั่งถามตัวเองอยู่นานมาก ผมทำอะไรผิดไหม พูดอะไรไปเกินไหม ทำไมมันเกิดขึ้น" เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่ยังรู้สึกได้ "อายุ 27 ปี ทำงานด้วยกันมาหลายปี แล้วเช้าวันหนึ่งก็หายหมดเลย"

ความจริงที่ค้นพบในภายหลังคือพนักงานเหล่านั้นถูกดึงไปร้านยากินิกุในอิเซตัน ซึ่งเปิดช่วงเดียวกันพอดีและต้องการสตาฟฟ์จำนวนมาก นั่นคือครั้งแรกที่ซาโต้เห็นกับตาว่าตลาดแรงงานในไทยเป็นแบบไหน

วันนั้นเขาต้องโทรตามพนักงานที่มาช่วงบ่าย ขอแรงสตาฟฟ์จากบริษัทเจ้าของเงินทุนมาช่วยชั่วคราว แม้แต่ผู้หญิงออฟฟิศที่มาช่วยในชุดประจำวันก็ยังต้องหยิบถาดขึ้นมาเสิร์ฟ ซาโต้เองทำทุกอย่างพร้อมกัน ทั้งปรุงอาหาร เสิร์ฟ และเก็บเงิน สภาพนั้นยังต่อเนื่องอยู่ประมาณหนึ่งเดือน

ประสบการณ์นั้นทำให้ความมั่นใจในตัวเองสั่นคลอน และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาตัดสินใจออกจาก Bankara หลังครบ 3 ปี

ล้มเหลวซ้ำซาก และบทเรียนที่แพงที่สุด

หลังออกจาก Bankara ซาโต้มั่นใจว่าตัวเองพร้อมแล้ว ร้านขายดีขนาดนั้น เขาเป็นหัวหน้า เขาสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา

"ผมคิดว่าคิวลูกค้าที่ยาวนั้น ผมเป็นคนสร้างมัน" เขายอมรับ "นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของหายนะ"

ความเชื่อนั้นนำไปสู่ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า

ร้านแรก: ร้านอิซากายะทาบากิที่ใต้สถานีพระโขนง — ปิดในไม่กี่เดือน

ร้านที่สอง สาม สี่: ร้าน 3 แห่งพร้อมกันในห้าง LC Boutique Mall แถวสุขุมวิท 33 ใกล้ร้านฟูจิซูเปอร์ ประกอบด้วยร้านคาราอาเงะ ร้านแกงกะหรี่ และร้านเทปปันยากิ — ปิดทั้งหมดในครึ่งปี

"ผมดูถูกมันเกินไป สตาฟฟ์หาไม่ได้ ฝึกก็ไม่ได้ คุณภาพรักษาไม่ได้" ซาโต้พูดตรงๆ "ที่ Bankara ผมเห็นทุกอย่างทำงานได้ดี แต่ผมแค่อยู่ตรงนั้น ไม่ได้เป็นคนสร้างมันเลย"

นั่นคือบทเรียนที่เขาจ่ายแพงที่สุด — ความแตกต่างระหว่างการเป็นหัวหน้าร้านที่ดี กับการเป็นคนสร้างและรักษาระบบทั้งหมด

Thonglor Yokocho: ล้มแล้วลุก ถูกไล่แล้วก็สู้

หลังจากนั้นซาโต้รับงานในรูปแบบ "เจ้าของร้านที่รับจ้างบริหาร" ให้นักลงทุนรายหนึ่งที่เชื่อในตัวเขา โดยรับผิดชอบดูแลร้านเต็มตัวแต่ไม่ใช่เจ้าของเงิน

Thonglor Yokocho เปิดตัวครั้งแรกในรูปแบบใหญ่ — สตาฟฟ์ 30 คน 160 ที่นั่ง คนญี่ปุ่น 3 คน แต่ครั้งนี้ก็ยังไม่รอด ปิดอีกครั้งในครึ่งปี

แต่คราวนี้เขาไม่ยอมแพ้ ซาโต้และทีมรื้อภายในใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนคอนเซปต์ไปเป็นอิซากายะสไตล์ "ญี่ปุ่นยุคโชวะ" ร้านที่มีทุกอย่าง มีชีวิตชีวา และสนุกสนาน

ร้านเริ่มดีขึ้น ลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่โชคก็ยังไม่เข้าข้าง

ก่อนหมดสัญญา ทางอาคารแจ้งว่า MaxValu จะเข้ามาในพื้นที่ชั้น 1 ขอให้ออก ซาโต้ขอให้ย้ายไปชั้น 2 แทน และได้รับอนุญาต เขาเปิดต่อโดยใช้คอนเซปต์เดิม "อิซากายะโชวะ มีทุกอย่าง" และร้านก็ดีขึ้นอีกครั้ง

แต่ 3 ปีต่อมา เมื่อสัญญาใกล้หมด เขาไปขอต่อสัญญา ทางเจ้าของอาคารแจ้งว่าอาคารทั้งหลังจะถูกรื้อทำคอนโดมิเนียม — ถูกไล่ออกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้เมื่อทำงานมาได้ 2 ปี 11 เดือน เหลืออีก 1 เดือนก็จะครบ 3 ปี

"มันขมมาก แต่ก็ต้องออก" เขาบอก "แล้วก็ปวดหัวหาที่ใหม่อยู่นานมาก สุดท้ายก็มาจบที่นี่"

ที่ตั้งปัจจุบันนั้นยืนมาแล้วเกือบ 7 ปี และยังไม่มีทีท่าจะไปไหน

Soup Curry — อาวุธที่ฝึกมา 10 กว่าปี

ซาโต้เป็นคนฮอกไกโด และฮอกไกโดคือแหล่งกำเนิด Soup Curry ของญี่ปุ่น เมนูที่ซุปข้นรสจัดจ้านเป็นฐาน ผักและเนื้ออยู่แยกออกมา กินกับข้าวขาวร้อนๆ

ตอนอายุ 20 กว่า เขาหลงรักเมนูนี้อย่างจริงจัง และช่วงปีที่สามของเขาที่ Bankara เขาเริ่มทดลองทำ "ราเมนแกงกะหรี่" ในระหว่างการทดลองเมนูใหม่ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน

ผลลัพธ์ที่ได้ดีเกินคาด เจ้าของ Bankara ชิมแล้วบอกว่าอยากเปิดร้านด้วยกันเลย แต่สุดท้ายคุยกันไม่ลงตัวในเรื่องการจัดการ และซาโต้ก็เอาสูตรนั้นมาเป็นของตัวเอง

แม้ว่าช่วงแรกๆ หลังออกจาก Bankara เขาจะพยายามเปิดร้านสูปกะหรี่แต่ก็ไม่สำเร็จ แต่เขาไม่เคยหยุดพัฒนาสูตร ทุกครั้งที่บินกลับฮอกไกโด — ปีละประมาณ 7 ครั้ง — เขาต้องแวะกินสูปกะหรี่อย่างน้อย 2 มื้อต่อวัน เพื่อรับแรงบันดาลใจและนำกลับมาพัฒนาต่อ

"สูตรที่ Bankara ชิมแล้วบอกว่าอร่อย กับสูตรที่ผมทำอยู่ตอนนี้ มันต่างกันมากมาย 10 กว่าปีมันเปลี่ยนไปเยอะ" เขาบอก

ปัจจุบัน Soup Curry คือเมนูหลักของ Thonglor Yokocho ทุกโต๊ะมีอย่างน้อยหนึ่งจาน และคือสิ่งที่เขาบอกว่าถ้าใครมาแล้วยังไม่ได้ลอง ถือว่าพลาดสิ่งสำคัญที่สุดของร้าน

นอกจากนี้ยังมีร้านใหม่ห่างออกไป 150 เมตรชื่อ Thonglor Rumba — ร้าน Soup Pasta แห่งแรกในย่านนี้ เปิดกลางวันเป็นร้านสูปปาสต้า กลางคืนเป็น Soup Pasta Bar

"ตอนนี้ผมตื่นเต้นกับสูปปาสต้ามาก ในโตเกียวมันกำลังมาแรง ผมอยากเอามาให้คนที่นี่ได้ลอง"

ทำไมถึงยังอยู่ที่นี่

ซาโต้ถูกถามว่าคิดจะกลับญี่ปุ่นบ้างไหม

คำตอบไม่ใช่แค่ว่าไม่อยากกลับ แต่เพราะชีวิตของเขาตอนนี้ผูกพันกับสองฝั่งอย่างแยกไม่ออก

ที่ฮอกไกโด มีพ่อแม่สูงวัยและพี่ชายที่มีความพิการอยู่ในสถานดูแล วันที่พ่อแม่ขับรถไม่ได้อีกแล้ว เขาจะต้องกลับไปช่วย นั่นคือเหตุผลที่เขาบินกลับญี่ปุ่นปีละหลายครั้ง ไม่ใช่แค่เพื่อกินสูปกะหรี่

ที่ไทย มีภรรยา ลูก สตาฟฟ์ 30 กว่าคน และลูกค้าประจำที่มานานหลายปี

"ผมอยากสร้างให้ร้านอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งผมตลอดเวลา สตาฟฟ์ที่เก่งแล้วควรได้เติบโต ถ้าต้องเปิดร้านใหม่เพื่อให้เขาได้ขึ้นไป ก็จะเปิด" เขาบอก

และสิ่งที่ยังคงขับเคลื่อนเขาคือความอยากให้คนรู้จัก Soup Curry ฮอกไกโด ในโลกที่คนไทยรู้จักราเมน ซูชิ และวากิว มีอีกหนึ่งเมนูจากเกาะเหนือของญี่ปุ่นที่ยังรอให้คนค้นพบ

"ถ้ากินแล้วรู้สึกว่า เฮ้ มีของแบบนี้ด้วยเหรอ — นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมยังอยู่ที่นี่"

ข้อมูล ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2026

แหล่งข้อมูล

[1] สัมภาษณ์โดย Unseen Japan, "คุณทำไมมาถึงไทย — ตากายะ ซาโต้ (Thonglor Yokocho)", 2026-10-11

[2] Thonglor Yokocho, Facebook Official Page

แชร์บทความนี้

FacebookLINE