ลองนึกภาพว่าคุณกำลังเดินอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบในจังหวัด Aichi ประเทศญี่ปุ่น แล้วคุณก็เห็นขบวนแห่ที่มีการหามสิ่งของขนาดใหญ่ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้และใบไม้ผ่านถนน สิ่งของนั้นมีความยาวเกือบสามเมตร และเมื่อคุณมองให้ดีขึ้น คุณก็ตระหนักว่ามันมีรูปทรงที่ชัดเจนอย่างหนึ่ง คนรอบข้างยิ้มอย่างมีความสุข เด็กๆ โบกมือ ผู้สูงอายุยืนชมด้วยสีหน้าเคารพและภาคภูมิใจ ไม่มีใครดูประหลาดใจหรือรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด
นี่คือ Honen Matsuri หรือ "เทศกาลแห่งความอุดมสมบูรณ์" ที่จัดขึ้นทุกปีในวันที่ 15 มีนาคม ณ Tagata Jinja ในเมือง Komaki จังหวัด Aichi และมันเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดจากสื่อต่างประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา
Tagata Jinja ก่อตั้งขึ้นในสมัยโบราณและอุทิศให้กับเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ในศาสนา Shinto ซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมของญี่ปุ่น ประวัติของเทศกาล Honen Matsuri นั้นมีอายุอย่างน้อยหนึ่งพันปีขึ้นไป แม้ว่าบันทึกที่แน่ชัดในยุคแรกๆ จะหายากเนื่องจากผ่านการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์มายาวนาน
แก่นของเทศกาลนี้ไม่ใช่เรื่องการแสดงออกทางเพศ แต่เป็นการสวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้าเพื่อขอพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ มีลูกหลานสืบทอดเชื้อสาย และชุมชนเจริญรุ่งเรือง ในความเชื่อของ Shinto สิ่งที่สังคมสมัยใหม่มองว่าเป็น "เรื่องส่วนตัว" นั้น ถูกมองเป็นพลังงานธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์และมีคุณค่าต่อการดำรงชีวิต ไม่ต่างจากดวงอาทิตย์หรือฝน

Mikoshi หรือวอแห่ที่ใช้ในพิธีนั้นแกะสลักใหม่ทุกปีจากไม้สนอายุกว่าร้อยปีที่ตัดโดยช่างไม้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพิเศษ ขนาดโดยประมาณคือยาว 2.8 เมตร หนัก 280 กิโลกรัม และต้องใช้กำลังคนหลายสิบคนในการแบกหาม ทั้งขบวนผ่านถนนของชุมชนท้องถิ่นก่อนจะสิ้นสุดที่ศาลเจ้า
ในฐานะคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในไทยมากกว่า 10 ปี เคยเจอสถานการณ์แบบนี้โดยตรงตอนอธิบายเทศกาลนี้ให้เพื่อนชาวไทยฟัง และตอนนั้นรู้สึกว่าการอธิบายว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงไม่รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องน่าอาย คือบทสนทนาที่ยากที่สุดบทหนึ่ง เพราะต้องอธิบายถึงความแตกต่างพื้นฐานในวิธีมองโลกระหว่างสองวัฒนธรรม
วันที่ 15 มีนาคมของทุกปี ถนนรอบ Tagata Jinja เต็มไปด้วยผู้คนนับพัน ทั้งชาวญี่ปุ่นท้องถิ่น นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ และนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก บางปีมีรายงานว่าผู้มาชมเทศกาลที่เป็นชาวต่างชาติมีสัดส่วนสูงกว่าชาวญี่ปุ่นเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่ "แตกต่างจากที่เห็นในทัวร์ปกติ"
ภายในบริเวณศาลเจ้ามีร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึก อาหาร ขนม และเครื่องรางที่สะท้อนสัญลักษณ์ของเทศกาล ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติมักซื้อกลับไปเป็นของฝาก บรรยากาศโดยรวมนั้นไม่ต่างจากงานวัดทั่วไปในญี่ปุ่น มีดนตรีแบบดั้งเดิม มีอาหารขาย มีเด็กๆ วิ่งเล่น และมีผู้สูงอายุนั่งคุยกัน
น้อยคนที่จะรู้ว่าในบริเวณใกล้เคียงกันยังมี Ogata Jinja ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่อุทิศให้กับเทพีเจ้าและจัดเทศกาลของตัวเองในวันอาทิตย์แรกของเดือนมีนาคม สัญลักษณ์ที่ใช้ในเทศกาลของ Ogata Jinja นั้นเป็นคู่ตรงข้ามกับ Tagata Jinja และทั้งสองเทศกาลถูกมองเป็นสิ่งที่เสริมซึ่งกันและกันในจักรวาลวิทยาของ Shinto การดูแลทั้งสองพลังงานให้สมดุลกันคือหัวใจของการสวดขอพรเพื่อความอุดมสมบูรณ์
การที่ศาลเจ้าทั้งสองแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กันทำให้หลายคนวางแผนเยี่ยมชมทั้งสองในวันเดียวกันหรือในช่วงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการเข้าใจมุมมองของ Shinto ต่อธรรมชาติและวัฏจักรชีวิตให้ลึกขึ้น
Tagata Jinja ตั้งอยู่ในเมือง Komaki สามารถเดินทางโดยรถไฟ Meitetsu สาย Komaki จนถึงสถานี Tagata Jinja-mae ซึ่งอยู่ห่างจากนาโกยาประมาณ 30-40 นาที วันเทศกาล 15 มีนาคมนั้นผู้คนจะแน่นมากตั้งแต่ช่วงสายถึงบ่าย ขบวนแห่หลักมักเริ่มประมาณบ่ายโมงถึงสามโมงเย็น การมาก่อนเพื่อหาจุดยืนชมที่ดีเป็นสิ่งที่แนะนำอย่างยิ่ง
การถ่ายภาพในพื้นที่เทศกาลส่วนใหญ่ทำได้โดยเสรี แต่ควรระวังไม่ให้กีดขวางผู้ร่วมพิธีในช่วงพิธีศักดิ์สิทธิ์ การแต่งกายไม่มีข้อกำหนดพิเศษ แต่ควรสุภาพตามมาตรฐานทั่วไป สำหรับคนที่ไม่ได้มาในวันที่ 15 มีนาคม ศาลเจ้า Tagata Jinja เปิดให้เยี่ยมชมได้ตลอดปี และมีสัญลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ในบริเวณศาลเจ้าให้ชมและถ่ายรูปได้
สำหรับคนไทยที่เติบโตในวัฒนธรรมพุทธ Theravada การทำความเข้าใจ Honen Matsuri อาจต้องการการปรับมุมมองเล็กน้อย ใน Theravada ร่างกายและความต้องการทางกายมักถูกมองในบริบทของการละวาง ขณะที่ Shinto มองว่าร่างกาย ธรรมชาติ และพลังงานแห่งชีวิตทุกอย่างล้วนศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง ไม่มีอะไรที่ต้องซ่อนหรือละอายใจ
Honen Matsuri จึงไม่ใช่เรื่องของการยั่วยุหรือการท้าทายสังคม แต่เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อพลังงานที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ มันคือเทศกาลที่บอกเราว่าวัฒนธรรมสามารถเดินในเส้นทางที่ต่างกันได้อย่างสิ้นเชิง โดยที่ไม่มีเส้นทางไหนผิดหรือถูก

